Title: Service Love ♥ ผู้ชายขายบริการ

Pairing: Yunho&Jaejoong | Changmin&Junki | Yuchun&Junsu | Siwon&Heechul | Kyuhyun&Sungmin 

Genre: Family | Romantic-Drama

Rating: PG | NC

Author: IRain


 

รับบริการที่ 31 

 

เสียงประสานของเจ้านกตัวเล็กกระซิบกระซาบขับขาน ตีปีกหยอกล้อกันข้างหน้าต่างปลุกให้ร่างบางตื่นขึ้นต้อนรับเช้าวันใหม่ที่แสนสดใสของบรรยากาศฟ้าหลังฝน ร่างบางชะเง้อมองบานประตูที่ต่างออกไปจากทุกวัน ไร้เสียงทุ้มจอมก่อกวนที่มักจะส่งเสียงดังเรียกให้เขาชิมฝีมือการปรุงแต่งอาหารที่ตนภูมิใจนักหนา


“เวลาขนาดนี้นายน่าจะตื่นแล้วนี่นา...” เร็วเท่าความคิด ขาเรียวเล็กก็ก้าวลงจากเตียงเดินลงไปยังชั้นล่างของตัวบ้านพลางสอดส่องผ่านประตูบานใสของห้องรับแขก ปรากฏร่างที่นอนขดตัวในผ้าห่มนิ่งงัน


รอยเท้าเปื้อนโคลนที่แห้งเกราะพื้นกระเบื้องเรียกให้ร่างบางย้อนเดินกลับไปตามร่องรอยนั่นเดินผ่านไปยังห้องครัวและหยุดตรงสวนหลังบ้านปรากฏเห็นที่หลังคาพลาสติกกันน้ำฝนให้เจ้าดอกไม้ต้นเล็กที่ค้ำยันน้ำหนักสี่มุมด้วยไม้ไผ่


“นายต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ” อุทานขึ้นอย่างตกใจเมื่อสิ่งที่เขาสันนิษฐานไว้เป็นจริง ยุนโฮคงไม่ยอมให้พวกมันเป็นอะไรมากกว่าจะห่วงตัวเองเป็นแน่แท้


กระวนกระวายใจอย่างเห็นได้ชัดเร่งฝีเท้าให้เดินตามหัวใจที่ล่องลอยห่วงใยคนภายในห้อง รุดเข้าไปทันทีที่เปิดประตู มือบางสัมผัสไหล่หนาผ่านผ้านวมเรียกให้อีกฝ่ายรู้สึกตัว ทว่ากลับไม่มีปฏิกิริยาใดๆ เกิดขึ้น


เหงื่อเม็ดที่ผุดซึมทั่วใบหน้าเรียกให้แจจุงใช้หลังมือซับ ถดมือออกอย่างตกใจเมื่ออุณหภูมิร่างกายของอีกฝ่ายสูงมากกว่าปกติ เจ้าของกายหนาร้อนระอุพยายามหรี่ตาขึ้นสบดวงหน้าสวยที่ดูวิตกกังวลเหลือเกิน


“อย่าห่วงเลยที่รัก...” ฝ่ามือร้อนๆ กอบกุมมือขาวแนบข้างแก้ม น้ำเสียงแหบพร่าเอ่ยบอกให้คนตัวบางคลายกังวล


“ถึงมันจะสำคัญสำหรับนายแต่ชีวิตนายก็สำคัญกว่าพวกมัน ทำไมนายถึงเลือกที่จะปกป้องพวกมันมากกว่าสุขภาพของตัวเองนะ! ฉันไม่เข้าใจเลยจริงๆ”

กล่าวด้วยน้ำเสียงแข็งๆ ทว่ากลับเจือปนไปด้วยถ้อยคำห่วงใย


“ถ้าพวกมันตาย นายก็ไม่ได้เห็นสิ่งที่ฉันตั้งใจทำให้นายน่ะสิ”

ออดอ้อนด้วยสายตาและน้ำเสียง


“คิดอะไรโง่ๆ ทำไมถึงไม่ห่วงตัวเองบ้างยุนโฮ!”

มือบางข้างที่ว่างเว้นจากการกอบกุมพลิกหลังมือแตะสัมผัสวัดอุณหภูมิร่างกายจากต้นคอหนาอย่างอ่อนโยน


“ถ้ารู้ว่าป่วยแล้วนายสนใจ...ฉันก็ยอม” ใบหน้าคมขึ้นสีระเรื่อ

 นัยน์ตาเรียวเคล้าคลอด้วยหยาดน้ำตาจากพิษไข้ ไม่ยอมละไปจากใบหน้าสวยที่แสดงสีหน้าวิตกชัดเจน


หยาดเหงื่อซึมชื้นตั้งแต่ไรผมลงมาถึงลำคอหนา คิ้วหนาขมวดย่นเข้าหากันด้วยความทรมานพร้อมเสียงหอบหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน


“ปล่อยมือก่อน! ถ้านายยังไม่อยากตาย จะกินมั้ยข้าวกับยาน่ะแล้วไหนจะต้อง เอ่อ...เช็ดตัวอีก ลำบากฉันจริง”

กลบเกลื่อนอาการร้อนๆ ที่ใบหน้าด้วยการขึ้นเสียงเข้มขู่ฟอดๆ


“ขอบคุณนะครับที่เป็นห่วง”


“ไม่ได้เป็นห่วงซะหน่อย! ฉันแค่ไม่อยากเห็นใครป่วยตายในบ้านก็แค่นั้นรอเดี๋ยวนะยุนโฮ”


“อย่าไปนานนะแจจุง” คว้ามือบางไว้ได้ทันก่อนที่เจ้าของมือคู่นี้ที่กำลังจะเดินออกไปจากห้อง แจจุงบีบกระชับมือหนาพลางพยักหน้าตกลงรับปากใจอ่อนไปกับคนป่วยตัวโต


ไม่นานเกินรอคุณหมอจำเป็นก็ยกถาดภาชนะอาหาร ยาและกะละมังแก้วใสที่บรรจุด้วยน้ำเปล่าเดินกลับเข้ามาในห้องรับแขก จัดแจงวางถาดเซรามิคไว้บนโต๊ะกระจกที่อยู่ใกล้เพียงเอื้อมมือ


“ยุนโฮลุกขึ้นมากินข้าวกินยาเร็ว!”

สะกิดแผ่วเบาที่ต้นแขนหนาพลางพยุงคนป่วยตัวโตให้ลุกขึ้นกึ่งนั่งกึ่งนอนโดยจัดแจงวางหมอนไว้พนักผิงด้านข้างรองรับศีรษะหนาพอเหมาะ แจจุงทิ้งร่างลงนั่งขัดสมาธิกับพื้นเลื่อนชามข้าวต้มให้ใกล้ร่างคนป่วย


“ไม่ไหวจริงๆ แจจุง มึนหัวไปหมดแล้ว” กุมขมับเบ้สีหน้าแสดงอาการจนร่างบางต้องตัดสินใจตักข้าวต้มพอดีคำพลางยกขึ้นเป่าก่อนป้อนยุนโฮอย่างระมัดระวัง



“นี่รู้มั้ยว่านายโชคดีแค่ไหนที่ได้กินข้าวฝีมือฉันน่ะ! แถมยังมีบริการป้อนให้อีกถือว่าเป็นโชคหล่นทับเลยก็ว่าได้”


“งั้นขอเป็นคนโชคดีตลอดชีวิต แค่กๆ โดยที่มีนายทำกับข้าวให้กินทุกวันได้รึเปล่า”

แจจุงหลุดยิ้มกว้างทันทีที่ยุนโฮพูดจบ ก่อนจะค่อยๆ ตักป้อนอีกฝ่ายเรื่อยๆ


“ป่วยแล้วยังพูดมากอีก”


“พอก่อนครับยุนโฮอิ่มแล้ว ขอบคุณสำหรับข้าวต้มชามที่อร่อยที่สุดในโลกเลยนะครับ” เหลือบมองร่างบางไม่วางตา แจจุงได้แต่หัวเราะลำคอกับคำพูดที่แสนเกินจริงของยุนโฮ...นึกจะอ้อนอะไรเขาอีกเนี่ย


“บอกว่าอร่อยแต่กินไปแค่สามคำเนี่ยนะ! โกหกไม่เนียนเลยคุณชอง”


“ไม่กินยาได้มั้ย เอ่อ คือมันขมแถมกลืนยากอีกต่างหาก”

รั้งมือบางที่พยายามยื่นยาพร้อมน้ำเปล่ามาให้เสร็จสรรพ


“รีบๆ กินเข้าไปจะได้หายไวๆ ไม่ต้องมาลำบากฉันให้มาดูแลนายอีก”


“ขอโทษนะที่ทำให้นายลำบากอยู่เรื่อย”

ฝืนขยับเขยื้อนร่างกายให้ลุกนั่ง เอ่ยพูดด้วยใบหน้าเศร้าหมองพลางคว้ายาลดไข้ในมือขาวกลืนพรวดเดียวก่อนดื่มน้ำตามอย่างรวดเร็ว เสียงไอคอกแค่กตามมาทันท่วงทีเมื่อร่างสูงสำลักน้ำที่กลืนลงคออย่างฉับไว


“ไหวรึเปล่ายุนโฮ ขอโทษที่พูดแบบนั้นออกไป...”

แจจุงตามประกบลูบแผ่นหลังหนา สีหน้าเจื่อนลงเมื่อพลั้งปากพูดถ้อยคำทำร้ายจิตใจของคนอ่อนแอในเวลานี้ ความน้อยใจทำร้ายจิตใจคนป่วย


คนตัวโตปัดมือบางออกเบาๆ พลางล้มตัวนอนขดในผ้าห่มผืนหนาเช่นเคย แจจุงทำได้เพียงกระเถิบตัวห่างให้ร่างสูงได้พักผ่อน

“ขืนนายนอนในห้องนี้อากาศหนาวเล่นงานนายไข้ขึ้นหนักแน่ งั้น ย้ายไปนอนห้องใต้หลังดีมั้ย...”


“งั้น...เรามาเช็ดตัวกันดีกว่า”

เปลี่ยนน้ำเสียงใจดีเมื่อไม่มีการตอบรับใดๆ จากอีกฝ่าย


“ไม่ต้องหรอก ต่อไปนี้ฉันไม่จะไม่รบกวนนายแล้ว”

เบือนใบหน้าหนีผ้าชุบน้ำที่ร่างบางพยายามเช็ดตัวให้ แจจุงขมวดคิ้วไม่พอใจโยนผ้าผืนเล็กลงกะละมัง


“เอ๊ะ! พูดดีๆ ด้วยกันไม่รู้เรื่องใช่มั้ย ถ้านายไม่รีบหายแล้วฉันจะได้เห็นต้นพริมโรสพวกนั้นออกดอกรึเปล่า”

พยายามใช้น้ำเย็นเข้าลูบเกลี่ยกล่อมหว่านล้อมคนหัวรั้นอย่างเต็มที่


“ก็ได้...”

แจจุงเผยรอยยิ้มดีใจในคำตอบลงมือชุบน้ำพอหมาดเช็ดไปทั่วใบหน้าคมไล้ลงมายังลำคอ ก่อนพยุงร่างของยุนโฮอย่างทุลักทุเลขึ้นไปยังห้องใต้หลังคาที่ว่า


แง้มประตูออกเผยให้เห็นห้องขนาดเล็กแสนน่ารักที่ปิดล้อมไปด้วยหน้าต่างกระจกใสรอบห้องเผยให้เห็นวิวธรรมชาติและท้องฟ้าสีสวยได้ชัดเจน แจจุงพยุงให้ร่างสูงทิ้งกายลงยังฟูกนิ่มก่อนเลื่อนผ้าม่านบดบังแสงแดดยามบ่าย


“พักผ่อนเถอะ! ไว้ดึกๆ เดี๋ยวฉันเข้ามาปลุก มีอะไรจะให้ดู”

มือบางดึงผ้าห่มคลุมมิดถึงคอพลางระบายรอยยิ้มอ่อนๆ ส่งให้อีกฝ่าย


“ไม่นอนด้วยกันเหรอ”

นิ้วเรียวยกขึ้นเกลี่ยแก้มเนียน น้ำเสียงติดจะอ้อนๆ ทำเอาคนถูกอ้อนหน้าขึ้นแดงระเรื่องอย่างห้ามไม่ได้ เป็นเรื่องปกติที่ยุนโฮมักจะหาเรื่องให้เขาเขินจนวางตัวไม่ถูกบ้างก็หลุดยิ้มอยูเรื่อย


“นอนได้แล้ว! ฝันดี...ฉันไปล่ะ”

ไหวตัวทันด้วยการกระเด้งตัวขึ้นยืนพรวดเดียวทิ้งไว้เพียงถ้อยคำก่อนวิ่งออกไปกลัวใครบางคนได้เสียงที่ดังก้องภายในหัวใจดวงนี้

♥♥♥

 

 

ความมืดปกคลุมทั่วห้อง ยังดีที่พอมีแสงลอดมาจากดวงดวงเล็กดวงน้อยเข้ามาภายในห้องใต้หลังคาแห่งนี้ แจจุงประคองกะละมังน้ำอุ่นพลางปิดประตูลงอย่างเบามือก่อนเดินผ่อนวางน้ำหนักให้เบาที่สุดเพื่อไม่ให้รบกวนเวลาพักผ่อนของคนป่วย


ทิ้งกายลงข้างฟูกนิ่มเกยคางลงกับแขนบางที่พาดพิงกับผ้านวมผืนนิ่มลอบมองเสี้ยวใบหน้าหล่อเหลา แผ่นอกหนากระเพื่อมขึ้นลงจับจังหวะสม่ำเสมอ หลังมือบางแตะสัมผัสหน้าผาก เปรยยิ้มเมื่ออุณหภูมิร่างกายเริ่มลดลงจนเกือบกลับมาสู่ปกติ นิ้วเรียวไล้ตามสันจมูกโด่งได้รูปก่อนจะหยุดที่ริมฝีปากหยัก


“อ๊ะ!” อุทานขึ้นอย่างตกใจเมื่อนิ้วชี้ของตนถูกงับด้วยเรียวปากหนาของคนที่เขาคิดว่าหลับสนิท


“ลวนลามร่างกายผู้ป่วยอยู่รึไงคุณพยาบาล” หรี่เปลือกตาขึ้นข้างเดียวลอบมองปฏิกิริยาของร่างบาง อันที่จริงเขารู้สึกตัวตั้งแต่ได้ยินเสียงเปิดประตูนั่นแล้วต่างหาก


“ฉันแค่...แค่วัดไข้ก็แค่นั้น” เสียงตะกุกตะกักเมื่อใบหน้าคมเคลื่อนเข้ามาระยะประชิดสบสายตาจนเป็นเขาเองที่ต้องยอมแพ้เบือนหน้าหนีสีหน้าเจ้าเล่ห์นั่น


“งั้นเหรอ” ไม่ยอมแพ้ตามไปประกบใบหน้าสวยไม่ห่าง มือหนาประคองท้ายทอยไว้หลวมๆ ไม่ให้ดวงหน้าขาวขยับเขยื้อนหนีไปไหนได้ ก่อนค่อยเคลื่อนหน้าผากของตนสนิทกับหน้าผากเนียน


“ยุนโฮ”

จรดปลายจมูกนิ่งงันและยาวนานที่ปลายจมูกสวยได้รูปของร่างบาง  หลุดอมยิ้มน้อยๆ เมื่อเปลือกตาบางหลับพริ้มรอรับสัมผัส


ทว่า…

“วัดไข้ต้องทำแบบนี้ต่างหากคุณพยาบาล”

แจจุงยู่หน้าเมื่อเสียเชิงให้คนเจ้าเล่ห์พลางผลักใบหน้าคมให้ร่นระยะห่างออกจากตนเมื่อรู้สึกถึงความร้อนแผ่ซ่านทั่วใบหน้าขาว


จะทำยังไงดี! หวังว่าความมืดที่ปกคลุมภายในห้องคงช่วยอำพรางหน้าแดงๆ ของเขาได้หรอกนะ


คนที่ตกอยู่ในภวังค์ความคิดสะดุ้งตัวตกใจเมื่อนิ้วโป้งอีกอีกฝ่ายแนบริมฝีปากเขาไว้ ก่อนจะแตะผ่านที่ริมฝีปากหยัก


“เราจูบกันแล้ว ไว้เป็นภูมิต้านทาน แจจุงจะได้ไม่ติดหวัดจากยุนโฮไง”

ไม่เพียงใบหน้าที่ร้อนระอุ วินาทีนี้แม้จังหวะการเต้นของหัวใจเขาก็ไม่สามารถควบคุมมันได้


“แล้วที่แจจุงบอกว่ามีอะไรจะให้ดูล่ะ”

เอ่ยท้วงเมื่อบรรยากาศภายในห้องตกอยู่ในความเงียบ


“ก็ไม่มีอะไรมากหรอก”

หยัดกายเต็มความสูงก่อนรูดผ้าม่านเผยให้เห็นท้องนภายามค่ำคืนที่หลากไปด้วยหยาดสีสวยงามของดาวดวงเล็กดวงน้อยที่พากันเปล่งออกแสงแข่งขันกัน


ช่างเป็นภาพที่งดงามเสียเหลือเกิน


“มันสวยมากเลยแจจุง”

เบิกตากว้างทึ่งในสิ่งที่เห็นสะท้อนผ่านม่านตา เขาไม่เคยเห็นท้องฟ้าที่สวยขนาดนี้มาก่อน


“ก็ใช่น่ะสิ! คนในเมืองอย่างพวกนายหาโอกาสได้ยากที่จะได้เห็นท้องฟ้าสวยๆ แบบนี้”

“ท้องฟ้าที่ไหนก็ไม่สวยหรอก...ถ้าไม่มีนาย” เหลือบมองร่างบางที่นั่งชันเข่าเอียงใบหน้าหลบจากนัยน์ตาคม ทว่าแสงสว่างจากดวงดาวที่สอดส่องเข้ามาพอให้เขาเห็นใบหน้าแดงระเรื่องด้วยความเขินของอีกฝ่าย


“เขินเหรอ...แจจุงเขินยุนโฮเหรอครับ หืม” ยื่นใบหน้าท